วันจันทร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2553

หนาว!! ผู้เชี่ยวชาญอาชญากรสงครามตกลงร่วมทีม เอาผิดอภิสิทธิ์สังหารประชาชน-Thai E-News


หนาว!! ผู้เชี่ยวชาญอาชญากรสงครามตกลงร่วมทีม เอาผิดอภิสิทธิ์สังหารประชาชน



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
31 พฤษภาคม 2553


รายงานจากเว็บไซต์โร เบิร์ต อัมสเตอร์ดัม สำนักงานทนายความระดับโลก ซึ่งพ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ได้ร้องขอให้มาช่วยงานประชาธิปไตยในไทย ได้เปิดเผยเมื่อวันนี้ว่า (31 พ.ค.) ผู้เชี่ยวชาญด้านกฏหมายอาชญากรสงครามระหว่างประเทศ ได้ตอบตกลงเข้ามาร่วมทีมสืบสวนเหตุการณ์การเข่นฆ่าประชาชนที่มาประท้วงเรียก ร้องประชาธิปไตยในไทย

ผู้เชี่ยวชาญระดับชาติเกี่ยวกับคดี อาชญากรรมสงคราม ศาสตราจารย์ จีเจ อเล็กซานเดอร์ นู๊ป ได้ตกลงเข้าร่วมทีมกฏหมายของสำนักงานทนายความโรเบิร์ด อัมสเตอร์ดัม แล้ว เพื่อที่จะดำเนินการสืบสวนเหตุการณ์ที่รัฐบาลไทยได้ทำการสังหารผู้เรียกร้อง ประชาธิปไตยกว่า 80 ศพ ระหว่างเดือนเมษายนและพฤษภาคมที่ผ่านมา

ศาสตร์ จารย์ Knoops จากบริษัท Knoops & Partners คือเจ้าหน้าที่ระดับโลกในกรณีคดีอาชญากรรมสงคราม คดีอาญาที่รัฐกระทำต่อประชาชน และคดีการฆ่าล้างเผ่าพันธู์ เขาได้ทำงานในคดีต่างๆก่อนหน้านี้

ได้แก่คดีอาชญากรรมสงครามในยูโกสลาเวีย กรณีอาชญากรรมในประเทศรวันด้า รวมไปถึงศาลพิเศษใน Sierra-Leone ซึ่งก่อตั้งโดยสหประชาชาติเพื่อพิจารณาคดีความในกรณีความผิดอันร้ายแรงต่อ มนุษยชาติอันเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 พ.ย. 1996




รายงาน ระบุว่า ทั้งอัมสเตอร์ดัมและนู๊ปได้ทำงานร่วมกันมานานแล้ว นายอัมสเตอร์ดัมยังได้เผยว่า รัฐบาลทหารของไทยยังไม่หยุดยั้งการกดขี่และปราบปรามต่อประชาชนของตน มีประชาชนอย่างน้อย 140 คนถูกจับกุมตัว โดยส่วนมากถูกควบคุมตัวมากกว่าหนึ่งสัปดาห์แล้วโดยปราศจากการตั้งข้อหาใดๆ และถูกปฏิเสธไม่ให้มีทนาย ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานมนุษยชนและกฏหมายระหว่างประเทศ รัฐบาลทหารนายอภิสิทธิ์ยังได้ละเมิดกฏบัตรสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติและข้อ ตกลงระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของนานาชาติและสิทธิของประชาชนของประเทศตน

ภายในแถลงการณ์ดังกล่าวได้ระบุว่าผู้จับกุมทั้งหมดซึ่งประกอบไปด้วยแกนนำคน เสื้อแดง คณาจารย์ (หมายถึงอ.สุธาชัย) การ์ด และคนเสื้อแดงอื่นๆ ซึ่งถูกจับกุมและคุมตัวไว้ในที่ต่างๆในประเทศ

"การที่กองทัพไทยใช้ อาวุธ เป็นการละเมิดหลักพื้นฐานของสหประชาชาติในการใช้อาวุธโดยเจ้าหน้าที่พิทักษ์ กฏหมายปี 1990 มติดังกล่าวได้ผ่านการลงมติในการประชุมครั้งที่แปดของสหประชาชาติในกรณีการ ป้องกันการก่ออาชญากรรมและหลักการปฏิบัติของฝ่ายโจมตี ในเดือนกันยายน ปี ค.ศ. 1990" นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัมกล่าว

War Crimes Expert Joins Investigation of Bangkok Deaths


War Crimes Expert Joins Investigation of Bangkok Deaths

The following is the latest press release on our firm's work in Thailand.

WAR CRIMES EXPERT JOINS INVESTIGATION OF BANGKOK DEATHS

BANGKOK, May 31, 2010: International war crimes expert Professor GJ Alexander Knoops has joined the international legal team investigating the Thai Government's killing of 80 pro-democracy demonstrators and onlookers in Bangkok in May and April, the investigation's leader, international lawyer Robert Amsterdam announced today.

Six of the bodies were found in a "safe haven" temple.

Professor Knoops, of Knoops & Partners, is a world authority on war crimes, state crimes against humanity and genocide. He is working on cases before the International Criminal Tribunal for the Former Yugoslavia, the International Criminal Tribunal for Rwanda, and the Special Court for Sierra-Leone, established by the United Nations and the Government of Sierra-Leone to "try those who bear the greatest responsibility for serious violations of international humanitarian law and Sierra Leonean law committed in the territory of Sierra Leone since 30 November 1996".

Amsterdam and Knoops have collaborated for many years and published a seminal article on Russia as a Dual State in 2006 in the Fordham International Law Journal. "Professor Knoops is a world authority on war crimes and international criminal law and critical to this investigation," Mr Amsterdam said.

Former Thai Prime Minister Dr Thaksin Shinawatra has hired Mr Amsterdam to investigate the killings and government breaches of international human rights and laws.

Dr Shinawatra was elected Prime Minister in 2001, scoring a landslide victory. He became the first Prime Minister in Thai history to serve a full term and introduced policies to alleviate rural poverty, including universal health care. His re-election in 2005 had the highest voter turnout in Thai history. A military coup on September 19, 2006 - while Dr Shinawatra was overseas - took control of the country and banned Dr Shinawatra's party and MPs. People in Thailand's north and north east have been fighting for the restoration of democracy and inclusive elections ever since. They took their protest to central Bangkok in April this year.

On several occasions in April and May, the Thai Government opened fire with live ammunition on the pro-democracy demonstration, killing at least 80 people, including onlookers and at least one foreign journalist, and injuring more than 1,000. Since May 19, the government's military has arrested at least 140 members and supporters of the pro-democracy Red Shirts and its United Front for Democracy Against Dictatorship (UDD) party. At least one Australian citizen, Conor Purcell, 30, and one British citizen, Jeff Savage, 48, have been arrested.

"The Thai junta's crackdown against its own people has not stopped," Mr Amsterdam said. "At least 140 people have been arrested. Most have been held for more than a week without charge and have been denied access to a lawyer, in breach of basic human rights and international law. The military-backed Abhisit regime is flagrantly breaching its obligations as a member of the international community and the United Nations Human Rights Council. It is thumbing its nose to the international community and trampling on the rights of its people."

Mr Amsterdam and Professor Knoops are, in part, assisting the UDD and Red Shirts' legal counsel in Bangkok and Thailand's north. The Thai-based legal team has learned that:

  • At least 140 members and supporters of the Red Shirts have been arrested and are being detained, most without charge.
  • One of the UDD leaders is being held in a military base in Prachuabkeereekan, 200km south of Bangkok. A prominent supporter, an academic, is being held in a military base in Saraburi, 200km north east of Bangkok. (The legal team is not releasing their names for fear they may be singled out for harsher treatment.) It is believed that the remaining 140 are being held in police stations across Bangkok and the north and north east, but there exact location is not known.
  • Many of the 140 detainees have been denied access to a lawyer, breaching international laws.
  • A further 50 people arrested in the days leading up to the crackdown on May 19 have been denied due process of law. Many of them have been brought before the courts, faced a summary trial, without access to a lawyer, and were sentenced to 18 months' jail. The Thai-based legal team will appeal.

Mr Amsterdam said the Thai military's use of its weapons was a gross violation of the United Nations Basic Principles on the Use of Firearms by Law Enforcement Officials of 1990. The principles were adopted by the Eighth United Nations Congress on the Prevention of Crime and the Treatment of Offenders in September 1990.

Violence in Thailand BBC Democracy Live 20May 2010 2(2)

สภายุโรปประณามความรุนแรงในไทย 2 – Violence in Thailand



Violence in Thailand BBC Democracy Live 20May 2010 1(2)


สภายุโรปประณามความรุนแรงในไทย 1 – Violence in Thailand



วันเสาร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ความจริง จากปากชาวบ้านตกเป็นเหยื่อกระสุนบอก ถูก”ทหารยิง”

วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2553 เวลา 09:00:39 น. มติชนออนไลน์
ความ จริงจากปากชาวบ้านตกเป็นเหยื่อกระสุนบอก ถูก”ทหารยิง”

โดย ชฎา ไอยคุปต์

ชาวบ้าน 3 คนที่ถูกลูกหลงในเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหารส่งกำลังเข้ากระชับพื้นที่ การชุมนุมของจากกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 บอกเล่านาทีถูกกระสุนพุ่งเข้าใส่จนต้องหามส่งโรงพยาบาล 1 รายสูญเสียตามองไม่เห็นทั้งสองข้างกระสุนยังคาอยู่ใต้ตา

อีกรายหนึ่งรอดมา จากกระสุนถล่มยิงวัดปทุม วนารามฯเล่านาทีหลบอยู่ใต้ท้องรถกระสุนเข้าที่หลังและมือ

และรายสุดท้ายรอดชีวิตมา ได้หวุดหวิด จากกระสุนที่ทะลุกะโหลกคนข้างๆมาปักที่ต้นคอเฉียดเส้นเลือด

ที่ชั้น 9 โรงพยาบาลกลางในห้องพักผู้ป่วยชายมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์กระชับ พื้นที่เข้ารักษาตัว 4 ราย ชายวัย 40 ปี นายกิตติชัย แข็งขัน ชาวขอนแก่นถูกเข็นไปล้างแผลตั้งแต่บ่ายโมงกลับมาอีกทีตอนบ่าย 4 โมง ด้วยสภาพอิดโรยบอกกับผู้สื่อข่าวว่าเหนื่อยหน้ามืดคุยไม่ไหวแต่ยังแข็งใจตอบ คำถาม
“ผมพูดในสิ่งที่ตัวเองประสบ มาเห็นมา กับตาถ้าไม่เห็นแบบนี้ก็พูดไม่ได้” คำตอบจากนายนายกิตติชัย ในฐานะชาวบ้านคนหนึ่งไม่ใช่ผู้มาร่วมชุมนุมแต่มาทำงานในสำนักงานตำรวจแห่ง ชาติ(สตช.)ช่วยหลานเดินสายไฟฟ้าใน สตช. แต่จะแวะเวียนไปร่วมกินข้าวกับผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงชาวขอนแก่นในฐานะคนบ้าน เดียวกันไม่คิดว่าจะถูกยิงปางตายเช่นนี้
นายกิตติชัย นอนซมอยู่บนเตียงคนป่วยโดยมีผ้าพันแผลติดอยู่ที่ด้านหลังเหนือเอวขึ้นมาและ บริเวณมือขวา มีสายน้ำเกลือโยงไปที่แขน นอนหายใจเหนื่อยหอบอยู่บนเตียงท่าทางอิดโรยนอนหงายไม่ได้ เล่าถึงนาทีที่ถูกยิงบาดเจ็บว่า ตอนนั้นเป็นเวลาเกือบ 1 ทุ่ม หลังจากที่ผมออกมาจาก สตช.เพื่อไปหาผู้ชุมนุมชาวขอนแก่นตามปกติเพราะคิดว่าแกนนำได้มอบตัวหมดแล้ว จึงคิดว่าเหตุการณ์น่าจะสงบแล้ว แต่พอไปถึงถูกไล่มาเรื่อยๆจากแยกศาลาแดงมาจนถึงแยกราชประสงค์ การ์ดเสื้อแดงบอกให้วิ่งเข้าไปหลบในวัดจะปลอดภัยที่สุดผู้คนแตกกระจายวิ่ง หลบเข้าไปในวัดปทุมฯบ้าง สตช.บ้าง
“ผมมาจากทางศาลาแดงมาเป็น กลุ่มสุด ท้ายพอดีกับเวทีสลายหมดแล้ว การ์ดก็ให้วิ่งเข้าไปในวัด พอไปถึงผมก็พักผ่อนนอนเล่นกันอยู่ตั้งนานถึงได้ยินเสียงปืนดังมาอีก จึงเข้าไปหลบใต้ท้องรถ ตอนนั้นเป็นเวลาเกือบ 1 ทุ่ม เขายืนอยู่บนทางรถไฟฟ้ายิงเข้ามาในวัดต่างคนต่างหลบกัน ผมโดนยิงข้างหลังกับมือ พวกเราไปหลบอยู่ใต้ท้องรถ 5-6 คน
ตอนที่ผมโดนยิงทหารก็ให้ออก มาจากใต้ ท้องรถ เขายิงมาจากบนสะพานรถไฟฟ้า ผงกหัวขึ้นไม่ได้เลย พอโดนลูกปืน มันร้องให้ออกมา แต่ไม่มีใครออกไป พอผมโดนยิง ผมบอกว่ายอมแล้วๆมันก็ยิงใส่มืออีก มันโกหกบอกให้ออกมายิง แต่ผมไม่ไหวแล้วเลือดออกเยอะ พอออกมามันบอกให้ผมถอดเสื้อออกแล้วยกมือขึ้น แล้ววิ่งไป ผมก็วิ่งไปหาพยาบาลทำแผลให้ ผมยืนหันหน้าเห็นทหารเขาเล็งมาใส่ผม แต่ตอนนั้นเขาไม่ยิงใส่แล้ว เพราะเห็นว่าผมถูกยิง บอกให้ถอดเสื้อ ยกมือขึ้น ผมก็ยกมือขึ้นสองข้างแล้วก็วิ่งไปเลย” นายกิตติชัยกล่าวและยืนยันอีกครั้งว่า
“ผมเห็นเขายิง ผมยืนยันไม่มีใครหรอกนอกจากทหารใส่ชุดพรางใส่หมวก เขาก็ตะโกนให้ผมออก ผมก็ตะโกนออกแล้วครับ ผมก็บอกยอมแล้วครับเห็นยืนเล็งใส่ผมอยู่ ถ้ามันยิงตอนผมถอดเสื้อคงตายแล้ว แต่มันก็บอกให้ผมวิ่ง ผมก็วิ่งไปหาพยาบาลไปอ่อนแรงตรงนั้น พอทำแผลใกล้เสร็จห้ามเลือดเขาก็ยิงมาใส่หลายนัด โดนฝรั่งที่กำลังถ่ายรูปผมอยู่ จากนั้นผมก็สลบไปเลย”

นายกิตติชัย กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “ผม นอนเจ็บ อยู่หลายชั่วโมงทหารไม่ให้ออกมา ไม่ให้รถพยาบาลเข้าไปเอาออกมาด้วย ผมสลบอยู่หลายรอบเพราะเสียเลือดมากกว่าจะมาถึงโรงพยาบาล 5 ทุ่มแล้วถูกยิงตั้งแต่ 6 โมงเย็น พยาบาลที่ไปนำตัวผมออกมาจากในวัดต้องหามออกมาใส่รถด้านนอกเพราะไม่ให้เอารถ เข้าไปรับ”

นายกิตติชัย กล่าวอีกว่า เพื่อนที่หมอบอยู่ใต้ท้องรถด้วยกันมาเยี่ยมบอกว่า มีคนที่แอบอยู่ใต้ท้องรถด้วยกันถูกยิงเสียชีวิต และยิงมาจากสะพานรถไฟฟ้า มีคนไม่น้อยๆไปหลบในวัดประมาณ 4-5 พันคน บางคนวิ่งไปที่โรงพยาบาลตำรวจบางคนวิ่งเข้าไปหลบในวัดก็นึกว่ารอดแล้วแต่ก็ ยังโดนจนได้ในวัดที่คิดว่าปลอดภัยที่สุดแล้ว

“เสียใจกับผู้ชุมนุมเหมือน กันคงจะ เจ็บเหมือนกัน ขนาดผมโดนแค่นี้ยังเจ็บ คนที่ไม่ไหวเขาคงโดนหนักกว่าผม สลบในวัด 2-3 รอบกว่าจะมาถึงนี่” นายกิตติชัยกล่าว

ทางด้านนายเสกสิทธิ์ ช้างทอง อายุ 28 ปี มีอาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้างประจำอยู่แถวโพผธิ์สามต้นมีคนจ้างให้มาส่ง ที่พรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 19 พ.ค. เวลาประมาณ 10.00 น. ถูกกระสุนปืนยิงเข้าที่ใต้ตาซ้ายทะลุตาขวาตัดเส้นประสาททำให้ตาบอดทั้งสอง ข้างเล่านาทีก่อนทุกอย่างรอบกายจะมืดสนิทว่า
“เสียงปืนดังไม่หยุด ยิงมาเป็นชุดๆ ต้นไม้ กิ่งไหม้ข้างถนนปลิว กิ่งไม้ร่วง เห็นว่ายิงมาจากทางยกระดับจากข้างบน แค่นั้นก็กลัวแล้ว นั่งอยู่กับที่ จังหวะนั้นก็หันซ้ายหันขวาหาทางหนี แต่ก็ไม่ทันกระสุนกระแทกเข้าตา พยายามลืมตาอีกข้างแต่ลืมไม่ได้ หลังจากนั้นก็ลืมไม่ได้อีกเลย ลืมได้ก็มองไม่เห็น จึงยกมือบอกให้ช่วยและนำมาส่งที่โรงพยาบาล“
นายเสกสิทธิ์ กล่าวถึงเหตุการณ์วันนั้นทีไรยังผวาจนถึงทุกวันนี้ว่า เสียงปืนสนั่นรอบด้านเป็นอะไรที่ผวาได้ทุกวันนี้ ได้ยินเสียงของหล่นตอนกลางคืนนอนหลับอยู่ลุกขึ้นมานั่งได้ง่ายๆ 1-2 วันแรกเป็นแบบนั้นแต่ตอนนี้ดีขึ้น
“จังหวะที่ประชาชนขนยางมาทำเป็น บังเกอร์ทหาร จึงเริ่มยิงสนั่นหวั่นไหว เป็นภาพที่ติดตาจนถึงตอนนี้” นาย เสกสิทธิ์ ย้ำอีกครั้ง
“หมอบอกว่า โดนยิงที่ตาข้างซ้ายไปตุงที่ตาข้างขวา ทำลายเส้นประสาทตาทั้งสองข้างมองไม่เห็น” นายเสกสิทธิ์บอกเล่าอย่างสิ้นหวังก่อนจะเล่าต่อถึงสาเหตุที่ต้องสูญเสียดวง ตา

“ตรงนั้นมีคนมามุงเยอะ ผมก็จอดดูแล้วก็มีเสียงปืนดังเป็นชุดๆ แล้วก็มาเข้าที่หน้าผม 1 นัด ดังมาจากทางฝั่งทหารเพราะตอนที่ผมส่งลูกค้าก็เข้าไปข้างในพื้นที่ชุมนุมไม่ ได้ คนก็มาออกันอยู่ตรงนั้นเผชิญหน้ากับทหารมีประชาชนมาเยอะเต็มสองฝั่งเหมือน ปิดถนน มีประชาชนโห่ไล่ทหาร มีคนกลุ่มหนึ่งเอายางมากั้นทำเป็นบังเกอร์ จากนั้นทหารยิงปืนขึ้นฟ้าไปตกตรงไหนไม่รู้แต่มาตกใส่ตาผมนัดหนึ่งกระสุนมา จากทางทหาร” นายเสกสิทธิ์กล่าวยืนยันวิถีกระสุนที่พุ่งเข้ามาทำลายประสาทตา

แม้นายเสกสิทธิ์ ต้องสูญเสียดวงตาทั้งสองข้างไปเขายังหวังจะกลับมามองเห็นอีกครั้งเพื่อทำมา หากินเลี้ยงลูกและเมียได้ตามเดิม เพราะเขาคือหัวหน้าครอบครัวที่ขับรถรับจ้างเพื่อแลกเงิน แต่ตอนนี้ทำไม่ได้แล้วเขายังคงเป็นห่วงลูกชายที่เพิ่งจะเข้าเรียนชั้น ป.1 และบ้านที่ผ่อนไปได้แค่เดือนแรก แล้วลูกกับเมียจะทำอย่างไรต่อไปหากเขาต้องมาสูญเสียดวงตาไป

“ผมก็มั่นใจว่าผมจะมองเห็นอีกครั้งลูกเมียผมกำลังรออยู่ ขอให้ผมหายเหมือนเดิม ขอให้ไปหาเงินผ่อนบ้านเลี้ยงลูกเหมือนเดิม ถ้าผมไม่หายขอให้ลูกเมียผมได้อยู่อย่างที่ผมหวังไว้เท่านั้นเอง” เสียงความหวังปนกับคำร้องขอจากนายเสกสิทธิ์ที่เขาเองก็ไม่รู้จะทำอะไรได้ไป ดีกว่าการให้กำลังใจตนเอง แม้หมอจะบอกว่ามีโอกาสน้อยมากที่จะมองเห็นหากผ่าก็อันตรายเสี่ยงที่จะติด เชื้อและน็อคไปเลย ทางที่ดีที่สุดคือปล่อยไว้อย่างนี้ดีกว่า

ความช่วยเหลือที่เป็นความหวังเดียวจากชายตาบอดผู้นี้คือหวังจะเข้าไปขอ ความช่วยเหลือจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติหลังจากที่ออกจากโรงพยาบาล แล้วอย่างน้อยก็ช่วยให้ลูกชายได้เรียนต่อและภรรยาของเขาได้มีที่พักอาศัย ส่วนตัวเขาเองก็ก้มหน้ารับอยู่ในโลกมืดต่อไป

“ที่ไปไม่คิดว่าจะเจอกับตัว วเอง ไม่ได้ตั้งใจจะโดนกับตัวเอง แต่จะไปหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว แต่ชะตากรรมมันเลี่ยงไม่ได้ “

นายภัสพล ไชยพงษ์ อายุ 40 ปี พ่อค้าใส่เสื้อสีดำเข้าไปขายของในพื้นที่ชุมนุมกลายเป็นอาสาสมัครขับรถ มอเตอร์ไซต์เปิดทางส่งคนเจ็บไปรักษาพยาบาลเล่านาทีรอดชีวิตหวิดหวิด จากกระสุนปืนไม่ทราบทิศทางพุ่งมาเจาะกะโหลกคนข้างๆล้มทับกระสุนทะลุเข้าที่ ต้นคอของเขาและกระสุนนัดนั้นต้องอยู่กับเขาไปตลอดชีวิตเพราะแพทย์ไม่แนะนำ ให้ผ่าออกเนื่องจากมันเฉียดกับเส้นเลือดดำไปนิดเดียว

“ผมขับมอไซต์เอาของไปเก็บไม่ได้ขาย ของวันนั้น ไปเก็บที่สยาม แล้วจังหวะนั้นมีคนโดนยิงมูลนิธิขออาสาให้ผมขับรถเปิดทางขับไปช่วยคนเจ็บได้ 3 เที่ยว กำลังยืนคุยกันอยู่สักพักมีเสียงเปรียะดังขึ้น ผู้ชายคนหนึ่งโดนยิงหัวทะลุท้ายทอยมาล้มทับผมกระสุนทะลุมาเจาะคอผมต่อไม่ ทราบว่าใครยิงเห็นหทารกับรถถังอยู่ลิบๆ ที่เข้ามาทางโรงพยาบาลจุฬาฯ ตอนนั้นได้ยินแต่เสียงกระสุนมากระทบหนังเรา ชาไปหมด พอคลำดูมีเลือดไหลออกมาจึงรู้ว่าถูกยิง”

.


นายกิตติชัย แข็งขัน


นายภัสพล ไชยพงษ์


นายเสกสิทธิ์ ช้างทอง

ศ ไทยถูเจ้าของรางวัลปาล์มทองคำหนังเมืองคานส์ฟ้องโลก:ประเทกปกครองโดยมาเฟียผู้กดขี่



http://thaienews.blogspot.com/2010/05/blog-post_779.html

ประเทศไทยเป็นประเทศที่ เต็มไปด้วยความรุนแรง และถูกปกครองโดยกลุ่มมาเฟีย..สิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน คือ “สงคราม ชนชั้น” ในประเทศไทย เรามีชนชั้นที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ประชาชนได้ถูกกดขี่ข่มเหงตลอดมาไม่ทางด้านเศรษฐกิจก็ทางด้านสังคม-อภิ ชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้ชนะรางวัล “ปาล์มทองคำ”เทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์

ที่มา มติชนออนไลน์
24 พฤษภาคม 2553

เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมือง คานส์ ประเทศฝรั่งเศส ได้ตัดสินให้ภาพยนตร์เรื่อง “ลุงบุญมีระลึกชาติ” ของ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” สามารถคว้ารางวัล “ปาล์มทองคำ” ซึ่งเป็นรางวัลสูงสุดของเทศกาล มาครอบครองได้สำเร็จ

ทั้งนี้ “ลุงบุญมีระลึกชาติ” เป็นส่วนหนึ่งในผลงานศิลปะชุด “พริมิทีฟ” ของอภิชาติพงศ์ ที่มีแก่นเรื่องว่าด้วยความทรงจำของผู้คนในหมู่บ้านนาบัว ตำบลเรณูนคร อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม หลังจากที่เขาได้เดินทางเข้าไปยังหมู่บ้านดังกล่าว และได้พบกับชาวนาที่ใช้ชีวิตผ่านความรุนแรงและการกดขี่ในรูปแบบต่าง ๆ ในยุคสมัยที่รัฐไทยทำสงครามประชาชนกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย

“ลุงบุญมีระลึกชาติ” เล่าเรื่องราวของลุงบุญมีซึ่งเจ็บป่วยจากอาการไตล้มเหลว เขาตัดสินใจใช้เวลาในวันสุดท้ายของชีวิตกับบรรดาคนที่ตนเองรักในชนบทแห่ง หนึ่ง ผีภรรยาของเขาปรากฏกายขึ้นเพื่อมาดูแลพยาบาลสามี ลูกชายที่ห่างหายไปนานกลับมาบ้านอีกครั้งในร่างที่ไม่ใช่มนุษย์ การพินิจพิเคราะห์ใคร่ครวญถึงอาการป่วยของตนเอง ทำให้ลุงบุญมีตัดสินใจเดินทางเข้าไปในป่าพร้อมกับสมาชิกในครอบครัว พวกเขาเดินเท้าไปยังถ้ำลึกลับบนยอดเขา ซึ่งเป็นสถานที่เกิดในชาติภพแรกของลุงบุญมี

ทั้งนี้ ภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวถือเป็นหนังไทยเรื่องแรกที่สามารถคว้ารางวัลสูงสุด จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติซึ่งมีความสำคัญในระดับโลก

เมื่อหนังเข้าฉายในรอบสื่อมวล ชนที่คานส์ และมีนักข่าวสอบถามถึงสถานการณ์ความรุนแรงในประเทศไทย อภิชาติพงศ์แสดงความเห็นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นสถานการณ์ความรุนแรงสาหัสที่สุดในประวัติศาสตร์ของ ประเทศ อย่างไรก็ตาม เขาคิดว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จำเป็นจะต้องเกิดขึ้น อันเนื่องจากการมีช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนในประเทศไทย ทั้งนี้ เขายังกล่าวยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า “ประเทศไทยเป็นประเทศที่เต็ม ไปด้วยความรุนแรง และถูกปกครองโดยกลุ่มมาเฟีย”

เมื่อ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” สนทนากับสื่อต่างชาติเรื่อง “การเมืองไทย”

เว็บ ไซต์ “ฮอลลีวู้ดรีพอร์ทเตอร์” ได้ทำการสัมภาษณ์ “อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล” อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังร้อนแรงในประเทศไทย (แต่เป็นช่วงเวลาก่อนหน้าเหตุการณ์จะเริ่มระอุคุกรุ่นขึ้นอย่างหนักหน่วง เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม เป็นต้นมา) เว็บไซต์ดังกล่าวจึงสนทนากับอภิชาติพงศ์ในเรื่องนี้ด้วย มติชนออนไลน์เห็นว่าเนื้อหาในส่วนนี้มีความน่าสนใจอย่างยิ่ง จึงได้แปลและเรียบเรียงมานำเสนอดังต่อไปนี้

(เมื่อหนังส่วนใหญ่ของ อภิชาติพงศ์มักเล่าเรื่องราวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาเติบโตขึ้นมา ฮอลลีวู้ดรีพอร์ทเตอร์จึงถามว่า) มีอะไรในเรื่องราวในภาพยนตร์ของคุณที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ความขัดแย้งทาง การเมือง อันนำไปสู่การปะทะกันบนท้องถนน ซึ่งกำลังเกิดขึ้นที่กรุงเทพในปัจจุบัน?

อภิชาติพงศ์: ไม่มีสิ่งที่เชื่อมโยงอย่างตรงไปตรงมา สิ่งที่เกิดขึ้น ณ กรุงเทพฯ ในปัจจุบัน คือ “สงครามชนชั้น” ในประเทศไทย เรามีชนชั้นที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ประชาชนได้ถูกกดขี่ข่มเหงตลอดมาไม่ทางด้านเศรษฐกิจก็ทางด้านสังคม สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้เหมือนกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในยุคทศวรรษ 1960 ที่ชาวนาได้ลุกขึ้นมาพยายามเปล่งเสียงของตนเองให้สังคมได้ยิน เพราะพวกเขาถูกละเลยทอดทิ้ง แล้วในที่สุดพวกเขาก็หันไปต่อสู้ด้วยการรับแนวคิดคอมมิวนิสต์มาจากลาวและ เวียดนาม

สิ่งที่เกิดขึ้นที่กรุงเทพฯตอนนี้ทำให้คุณตระหนก ตกใจหรือไม่?

ผมคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของ วัฏจักรของสังคม แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ผมคิดว่านี่เป็นหนึ่งในเหตุการณ์การปะทะกันทางชนชั้นที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่กลุ่มชนชั้นล่างผู้ยากจน ก่อนหน้านี้ การปะทะกันมักเกิดขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างกองทัพกับชนชั้นกลาง แต่ปัจจุบัน คู่ขัดแย้งของกองทัพกลายเป็นคนยากจน

ในขณะเดียวกัน ก็มีสงครามรูปแบบอื่นๆ เกิดขึ้นมา เพราะปัจจุบัน ได้เกิดการสื่อสารผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ดังนั้น กลยุทธการต่อสู้รูปแบบใหม่ ๆ จึงถูกนำมาใช้ สิ่งที่แตกต่างอย่างมากจากอดีตก็คือ คุณสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าสังคมไทยถูกก่อรูปขึ้นมาโดยสื่อสารมวลชน ได้อย่างไร และสื่อต่าง ๆ กลายเป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อได้อย่างไร อย่างไรก็ตาม ก่อนที่อะไร ๆ จะไปไกลกว่านั้น ประชาชนก็เริ่มจะสังเกตว่าเว็บไซต์ที่เขาเข้าดูเป็นประจำได้ปลาสนาการไป

ผู้ ประท้วงเสื้อแดงที่ยากจนได้เแสวงหาผู้นำอย่างทักษิณ ชินวัตร บุรุษซึ่งมีฐานะร่ำรวยมหาศาล คุณคิดว่านี่เป็นเรื่องย้อนแย้งกันหรือไม่?

ผม คิดว่าทักษิณได้กลายสถานะเป็นผู้ช่วยเหลือหรือผู้ไถ่ชีวิตของคนเหล่านั้น พวกเขาสามารถมีตัวตนขึ้นได้เพราะทักษิณ และต้องพึ่งพาอาศัยทักษิณ ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลไทยรักไทย มีงบประมาณที่หลั่งไหลไปสู่หมู่บ้านต่าง ๆ ในชนบท งบประมาณเหล่านั้นจะโปร่งใสหรือไม่เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่เราต้องคุยกัน แต่อย่างน้อยที่สุด คนยากจนก็มีโอกาสได้เห็นเงินและการพัฒนาในภูมิภาคของพวกเขา นี่คือเหตุผลว่าทำไมคนเสื้อแดงจึงสนับสนุนทักษิณ

คุณและ เพื่อน ๆ ศิลปิน ได้ต่อสู้ท้าทายเรื่องที่รัฐบาลไทยทำการควบคุมเสรีภาพของสื่อบ้างหรือไม่?

เรา ทำ เมื่อวันก่อน ผมเพิ่งไปที่กระทรวงวัฒนธรรม เพื่อประท้วงเกี่ยวกับการมอบงบประมาณสนับสนุนภาพยนตร์ที่ไม่โปร่งใส พวกเรามีความกระตือรือร้นเพิ่มมากขึ้น และผมคิดว่าเราสามารถก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม ผมยอมรับว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความอนุรักษ์นิยมเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น จึงเป็นเรื่องยากมาก ๆ สำหรับการต่อสู้ของพวกเรา

รูปแบบใน การมอบงบประมาณสนับสนุนภาพยนตร์ของรัฐบาลไทยเป็นอย่างไรในปัจจุบัน?

ต้น ปีนี้ รัฐบาลได้ประกาศจะจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการสร้างภาพยนตร์เป็นจำนวน 200 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เงินจำนวนครึ่งหนึ่งของงบประมาณดังกล่าวกลับถูกนำไปใช้สนับสนุนภาพยนตร์อิง ประวัติศาสตร์เรื่องหนึ่ง มันค่อนข้างเป็นเรื่องยุ่งยากซับซ้อนที่จะอธิบาย แต่สำหรับผม การดำเนินการเช่นนี้เป็นสิ่งที่ไม่ค่อยถูกต้องนัก

ในการ แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนภายหลังได้รับรางวัลปาล์มทองคำ อภิชาติพงศ์ได้กล่าวถึงสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองไทยอีกครั้งหนึ่งว่า

“ประเทศไทยกำลังต้องการความ หวังในวิถีทางอื่น ๆ เนื่องจากทุกคนกำลังโศกเศร้าเสียใจอย่างหนักกับเหตุการณ์การเผชิญหน้า ระหว่างกลุ่มคนที่มีอุดมการณ์แตกต่างกัน ผมจึงหวังว่าข่าวคราวเกี่ยวกับรางวัลทางวัฒนธรรมที่ผมได้รับคงจะสามารถทำให้ อุณหภูมิร้อนแรงของสถานการณ์ดังกล่าวเย็นลงได้บ้างไม่มากก็น้อย”

101 East – Battle in Bangkok


วันศุกร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Sniper Fire and Dead in Wat Pathuwanaram, Bangkok, May 19th, 2010

Videographer: At aproximetly 5pm I entered the Wat Pathuwanaram on May 19th, 2010. There were many redshirt protesters already there, seeking refuge, and I encountered several journalists. The Thai people I spoke too, felt protected in the temple and believed they were safe according to Thai custom. We journalists/photographers realized we had no exit and were trapped in the temple with everyone else, as small and heavier weapons fire was now coming from the street - from the direction of Siam Center as the troops advanced. Sniper fire began around 5:50pm, and we took cover near a wall. The 1st video showing the people running form the gunfire was taken from this location, near the souvenier shop. It continued for some time. I left to look for a back exit from the wat. When I returned I found the English journalist wounded at the aid station. I conducted a short interview and he confirmed witnessing the killing shots and wounding shots. I also asked the local people if the causualities originated in the Wat - and they also confirmed this. They took me to the area where the dead where laid out. I personally, have no idea who was firing these rounds. For another perspective


see:

http://www.smh.com.au/world/is-it-ok-...


วันพฤหัสบดีที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Red MayTwenty10

It’s Just Begin



Dawn-to-dusk footage from the front line of the Bangkok crackdown

Dawn-to-dusk footage from the front line of the Bangkok crackdown

Dawn-to-dusk footage from the Bangkok crackdown from reporterinexile.com. Filmed by Kenneth Todd Ruiz, edited by Tracy Vanity.

I was up late writing, editing and waiting for an NPR interview early Wednesday morning when UDDThailand tweeted about the impending operation. Given UDD’s shrill tone and frequent wolf-crying, I didn’t take it seriously until a second source, photo_journ, made the same claims about APCs spotted on the highway.

By taxi, I arrived at Surawong Road at 5 a.m. Sure enough, there were trucks and buses packed with soldiers, support humvees carrying medics, and six APCs leading the convoy. At that point, I was the only journalist visible. I tweeted everything and kept the blog updated, thanks to Tracy Vanity, who also edited this video.

They rolled out 15 minutes later. The APCs led the convoy south on Naradhiwas Rajanagarindra Road before turning east onto Sathorn Road toward Lumpini Park, Bangkok’s sprawling central green space.

At the top of Sathorn, hundreds of police waited to support the soldiers. The medic vehicles held position as the APCs and soldiers advanced through the gate into Lumpini Park. A second unit proceeded west along Rama IV Road. The move was designed to close in from two sides on the heavily fortified red encampment surrounding the Rama VI statue in the southwest corner of the park.

I met up with a Beijing-based Chinese-American photojourn and we entered the park with the soldiers.

Advancing in threes and fours, Thai soldiers found cover behind picnic benches, trash bins and trees. Gunfire came toward both army units from the camp and elsewhere along Ratchadamri Road. I kept moving at the vanguard of the force inside Lumpini Park. An enormous cloud of black smoke from the burning barricade engulfed Chulalongkorn Hospital. Helicopters circled overhead, reportedly dropping teargas. After reaching their closest point, about 50 meters behind the gate leading to the statue area, I made it up to the back gate as an APC rolled into position above the camp on the expressway above Rama IV. Camp looked deserted.

A female Thai journalist was reportedly seen pointing out the locations of the bombs left by the Men in Black, which the army quickly disarmed. Enough to make journalists a target to any militants who may have been watching.

I circled back around to Rama IV and joined the main body of journos just as the APCs rolled over the erstwhile barricade to secure the camp. The APCs hung back at the camp while we moved with the soldiers up Ratchadamri Road. Two dead reds lay in the street where they were shot. It was slow going, with frequent exchanges of gunfire with militants, most likely the infamous Men in Black I’d camped with a few nights prior with two other photojourns.

They reclaimed the street tent-by-tent, searching for traps, weapons and taking anything of value. Two people spotted through a fence fled. Soldiers used rusty cleavers to hack down the red tarps and tents as they went.

Things got ugly at Sarasin. A car garage near the corner was turned into a holding cell for about one dozen detainees, including several “red monks.” An M79 grenade too close to a clump of journos near the corner, but we were shielded from the blast by the corner of a building. Soon thereafter a barrage of M79s began to come in all around and many journos sought shelter in an alley alongside the Brown Sugar restaurant. But nowhere was safe.

One grenade found its target, blowing a soldier’s arm off, wounding another and blasting shrapnel into the body and brain of Chandler Vandergrift, a Canadian freelancer.

The detention garage quickly became a field hospital, and about 15 minutes later APCs charged in to evacuate the wounded. Many of the soldiers left after this, making some of the journos nervous. The detainees were all loaded into a police truck which arrived. Assuming the army wasn’t going to push further up into the dangerous corridor, most turned back toward Lumpini to escape the conflict or find another way to the reds’ main stage at Rajprasong.

http://www.reporterinexile.com/2010/05/dawntodusk-footage-from-the-front-line-of-the-bangkok-crackdown.html





Dawn-to-dusk footage from the Bangkok crackdown from reporterinexile.com on Vimeo.